พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

     ๑. เรือนที่มีการอยู่ครองไม่ดี นำความทุกข์มาให้ การอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ไม่เสมอกัน นำความทุกข์มาให้

     (๓๘/๗๑-๗๒ คาถาธรรมบท)

     ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นคนจน เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก

     (๓๔/๕๒๒ อิณสูตร)

     ๓. ดูกรคหบดีบุตร ทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ ประการ คือ

            (๑) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มนำ้เมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

            (๒) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน

            (๓) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวดูมหรสพ

            (๔) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

            (๕) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร

            (๖) การประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน

         ดูกรคหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการนี้ คือ

            (๑) ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง

            (๒) การก่อทะเลาะวิวาท

            (๓) เป็นบ่อเกิดแห่งโรค

            (๔) เป็นเหตุเสียชื่อเสียง

            (๕) เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย

            (๖) เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา

         ดูกรคหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน ๖ ประการเหล่านี้ คือ

            (๑) ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว

            (๒) ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา

            (๓) ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ

            (๔) เป็นที่ระแวงของคนอื่น

            (๕) คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น

            (๖) อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม

         ดูกรคหบดี โทษในการเที่ยวดูมหรสพ ๖ ประการเหล่านี้ คือ

            (๑) รำที่ไหนไปที่นั่น

            (๒) ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น

            (๓) ประโคมที่ไหนไปที่นั่น

            (๔) เสภาที่ไหนไปที่นั่น

            (๕) เพลงที่ไหนไปที่นั่น

            (๖) เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น

         ดูกรคหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการเหล่านี้ คือ

            (๑) ผู้ชนะย่อมก่อเวร

            (๒) ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป

            (๓) ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน

            (๔) ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น

            (๕) ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท

            (๖) ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่า ชายนักเลงเล่นการพนัน ไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยา

         ดูกรคหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร ๖ ประการเหล่านี้ คือ

            (๑) นำให้เป็นนักเลงการพนัน

            (๒) นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้

            (๓) นำให้เป็นนักเลงเหล้า

            (๔) นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม

            (๕) นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า

            (๖) นำให้เป็นคนหัวไม้

         ดูกรคหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน ๖ ประการเหล่านี้ คือ

            (๑) มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน

            (๒) มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน

            (๓) มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน

            (๔) มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน

            (๕) มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน

            (๖) มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน

         เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้นไป

     (๖๑/๒๓๖-๒๔๐ สิงคาลกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับสิงคาลกคหบดีบุตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๔. ดูกรคหบดี สุข ๔ ประการนี้ อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พึงได้ตามกาลตามสมัย คือ

            (๑) สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์

            (๒) สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค

            (๓) สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้

            (๔) สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

     (๓๒/๑๑๔ อันนนาถสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี)

     ๕. ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร ๔ ประการเป็นไฉน คือ

            (๑) อุฏฐานสัมปทา (คือ ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจ เครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี ในการทำธุระหน้าที่ของตนก็ดี)

            (๒) อารักขสัมปทา (คือ ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รักษาทรัพย์ที่แสวงมาได้ด้วยความหมั่นไม่ให้เสื่อมเสียไปก็ดี)

            (๓) กัลยาณมิตตตา (คือ ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว)

            (๔) สมชีวิตา (คือ ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูมฟายนัก)

         ดูกรพยัคฆปัชชะ โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ

            (๑) เป็นนักเลงหญิง

            (๒) เป็นนักเลงสุรา

            (๓) เป็นนักเลงการพนัน

            (๔) มีมิตรชั่ว สหายชั่ว เพื่อนชั่ว

         ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ

            (๑) สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา (คือ เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น)

            (๒) สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล (คือ รักษากายวาจาเรียบร้อยดีไม่มีโทษ)

            (๓) จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน (คือ การเฉลี่ยสุขให้แก่ผู้อื่น)

            (๔) ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา (คือ รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น)

     (๓๕/๓๕๕-๓๕๙ ทีฆชาณุสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับโกฬิยบุตร ชื่อ ทีฆชาณุ)

     ๖. ดูกรคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

            (๑) เลี้ยงตนให้เป็นสุข เลี้ยงบิดามารดา บุตร ภริยา ทาสกรรมกรให้เป็นสุข

            (๒) เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข

            (๓) ป้องกันอันตรายที่เกิดแต่ภัยต่างๆ

            (๔) ทำพลี ๕ อย่างคือ

                  (๑) ญาติพลี (บำรุงญาติ)

                  (๒) อติถิพลี (ต้อนรับแขก)

                  (๓) ปุพพเปตพลี (บำรุงญาติผู้ตายไปแล้ว)

                  (๔) ราชพลี (บำรุงราชการ คือ บริจาคทรัพย์ช่วยชาติ เสียภาษี)

                  (๕) เทวตาพลี (ทำบุญอุทิศให้เทวดา)

                  (๕) บำเพ็ญทักษิณา

     (๓๓/๖๓-๖๔ อาทิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี)

     ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตระกูลใดตระกูลหนึ่งถึงความเป็นใหญ่ในโภคทรัพย์แล้วย่อมไม่ตั้งอยู่ได้นานเพราะสถาน ๔ หรือสถานใดสถานหนึ่งบรรดาสถาน ๔ นั้น สถาน ๔ เป็นไฉน คือ

         (๑) ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว

         (๒) ไม่ซ่อมแซมพัสดุที่คร่ำคร่า

         (๓) ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค

         (๔) ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นพ่อบ้านแม่เรือน

     (๓๒/๔๐๕-๔๐๖ อภิญญาวรรค)

      ๘. ผู้ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภรรยา ไม่ควรบริโภคอาหารมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว ไม่ควรส้องเสพถ้อยคำอันให้ติดอยู่ในโลก ไม่ให้สวรรค์นิพพาน เพราะถ้อยคำเช่นนั้น ไม่ทำให้ปัญญาเจริญ

          ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร ไม่ประมาท มีปัญญาเครื่องสอดส่องเหตุผล มีความประพฤติถ่อมตน ไม่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น เป็นผู้สงบเสงี่ยมกล่าวถ้อยคำจับใจ อ่อนโยน

          ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้ใคร่ธรรม จำทรงอรรถธรรมที่ได้สดับมาแล้ว หมั่นไต่ถาม พึงเข้าไปหาท่านผู้มีศีลเป็นพหูสูตโดยเคารพ

     (๔๕/๔๗๙-๔๘๐ วิธุรชาดก)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๙. ความขยันของคฤหบดีผู้อยู่ครองเรือน ดีชั้นหนึ่ง การแบ่งปันโภคทรัพย์ให้แก่สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้วบริโภคด้วยตนเอง ดีชั้นสอง เมื่อได้ประโยชน์ไม่ระเริงใจด้วยความมัวเมา ดีชั้นสาม เมื่อเวลาเสื่อมประโยชน์ไม่มีความลำบากใจ ดีชั้นสี่

     (๔๒/๓๕๘ อินทริยชาดก)

     ๑๐. สัปบุรุษผู้มีปัญญาอยู่ครองเรือน เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก ในชั้นต้นระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำไว้ก่อน ย่อมบูชามารดาบิดาโดยชอบธรรม

           สัปบุรุษ ผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว และมีศีลเป็นที่รัก ทราบธรรมแล้ว ย่อมบููชาบรรพชิต ผู้ไม่ครองเรือน ผู้ไม่มีบาป ประพฤติพรหมจรรย์

           สัปบุรุษนั้นเป็นผู้เกื้อกูลต่อพระราชา ต่อเทวดา ต่อญาติและสหายทั้งหลาย ตั้งมั่นแล้วในสัทธรรม เป็นผู้เกื้อกูลแก่คนทั้งปวง

           สัปบุรุษนั้น กำจัดมลทิน คือความตระหนี่ได้แล้ว ย่อมประสบโลกอันเกษมนิพพาน

     (๓๕/๓๐๓ สัปปุริสสูตร)

     ๑๑. บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่กระทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือน อันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีถ้อยคำกลมกล่อม อ่อนหวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงกลัวปรโลก

     (๔๓/๔๕๑ อุทยชาดก)

     ๑๒. กุลบุตรผู้โอบอ้อมอารี มีศีล ย่อมทำการงานแทนมารดาบิดา บำเพ็ญประโยชน์แก่บุตรภริยา แก่ชนภายในครอบครัว แก่ผู้อาศัยเลี้ยงชีพ แก่ชนทั้งสองประเภท

           กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต เมื่ออยู่ครอบครองเรือนโดยธรรม ย่อมยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ญาติ ทั้งที่ล่วงลับไป ทั้งที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน สมณพราหมณ์และเทวดา

           กุลบุตรนั้น ครั้นบำเพ็ญกัลยาณธรรมแล้ว เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญบัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ เขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์

     (๓๓/๑๑๑-๑๑๒ กุมารลิจฉวีสูตร)

     ๑๓. ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวมเป็นอยู่โดยธรรม เจรจาคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก

           ทั้งสองฝ่ายมีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสองเป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์ เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก

     (๓๒/๑๐๓ สมชีวิสูตร)

     ๑๔. สุภาพสตรีผู้มีปรีชา ย่อมไม่ดูหมิ่นสามี ผู้หมั่นเพียร ขวนขวายอยู่เป็นนิตย์ เลี้ยงตนอยู่ทุกเมื่อ ให้ความปรารถนาทั้งปวง ไม่ยังสามีให้ขุ่นเคือง ด้วยถ้อยคำแสดงความหึงหวง และย่อมบูชาผู้ที่เคารพทั้งปวงของสามี เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี ประพฤติเป็นที่พอใจของสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ นารีใด ย่อมประพฤติตามความชอบใจของสามีอย่างนี้ นารีนั้นย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาเหล่ามนาปกายิกา

     (๓๕/๓๓๓ อนุรุทธสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๕. ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้ทุศีล เป็นคนตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่าเป็นผีมาอยู่ร่วมกัน

           สามีเป็นผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ส่วนภรรยาเป็นผู้มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ภรรยานั้นชื่อว่าเทวดาอยู่ร่วมกับสามีผี

           สามีเป็นผู้มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ส่วนภรรยาเป็นผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่าหญิงผีอยู่ร่วมกับสามีเทวดา

           ทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น เจราจาถ้อยคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก ทั้งสองฝ่ายมีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ครั้นประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก

     (๓๒/๙๘-๙๙ สังวาสสูตร)

     ๑๖. ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต

           สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้ เรียกว่า โจรีภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร

           ภริยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้ เรียกว่า อัยยาภริยา ภริยาเสมอด้วยนาย

           ภริยาใด อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้ เรียกว่า มาตาภริยา ภริยาเสมอด้วยมารดา

           ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้ เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว

           ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้ว ชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนาน แล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตร ปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้ เรียกว่าสขีภริยา ภริยาเสมอด้วยเพื่อน

           ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธ โกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้ เรียกว่า ทาสีภริยา ภริยาเสมอด้วยทาสี

           ภริยาที่เรียกว่า วธกาภริยา ๑ โจรีภริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทั้งสามจำพวกนั้น ล้วนแต่เป็นคนทุศีล หยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก

           ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตาภริยา ๑ ภคินีภริยา ๑ สขีภริยา ๑ ทาสีภริยา ๑ ภริยาทั้งสี่จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ

     (๓๕/๑๒๑-๑๒๓ ภริยาสูตร)

     ๑๗. ขึ้นชื่อว่า ศิลปะแม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จโดยแท้

     (๔๒/๔๔ สาลิตตกชาดก)

     ๑๘. คนหมั่นในการทำงาน ไม่ประมาท จัดการงานเหมาะสม เลี้ยงชีพพอเหมาะ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ ชำระทางสัมปรายิกประโยชน์เป็นนิตย์ ธรรม ๘ ประการ ดังกล่าวนี้ ของผู้ครองเรือน ผู้มีศรัทธา อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามอันแท้จริงตรัสว่า นำสุขมาให้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้และความสุขในภายหน้า บุญ คือ จาคะนี้ ย่อมเจริญแก่คฤหัสถ์ ด้วยประการฉะนี้

     (๓๕/๓๕๙-๓๖๐ ทีฆชานุสูตร)

     ๑๙. บุคคลตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้อ่อนโยน มีปรกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าผู้ดำรงในธรรม ไม่ต้องกลัวปรโลก

     (๒๓/๘๑ ภีตสูตร)

     ๒๐. อริยสาวิกา ย่อมให้โภชนะท่ี่ปรุงแล้ว สะอาด ประณีต สมบูรณ์ด้วยรสทักษิณานั้น อันบุคคลให้แล้วในท่านผู้ดำเนินไปตรง ผู้ประกอบด้วยจรณะ ผู้ถึงความเป็นใหญ่สืบต่อบุญกับบุญ เป็นทักษิณามีผลมาก อันพระพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลกสรรเสริญแล้ว ชนเหล่าใดเมื่อระลึกถึงยัญเช่นนั้น ย่อมเป็นผู้มีความโสมนัสเที่ยวไปในโลก กำจัดมลทินคือ ความตระหนี่พร้อมทั้งรากเง่าออกแล้ว ชนเหล่านั้น ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงฐานะคือ สวรรค์

     (๓๒/๑๐๕ สุปปวาสสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๒๑. ดูกรคหบดีบุตร คน ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ คนนำสิ่งของๆ เพื่อนไปถ่ายเดียว (คนปอกลอก) ๑ คนดีแต่พูด ๑ คนหัวประจบ ๑ คนชักชวนในทางฉิบหาย ๑ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร

           ดูกรคหบดีบุตร คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ

              (๑) เป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

              (๒) เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก

              (๓) ไม่รับทำกิจของเพื่อนในคราวมีภัย

              (๔) คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว

           ดูกรคหบดีบุตร คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ

              (๑) เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย

              (๒) อ้างเอาของที่ยังไม่มาถึงมาปราศรัย

              (๓) สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้

              (๔) เมื่อกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข้อง (ออกปากพึ่งมิได้)

           ดูกรคหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ คือ

              (๑) ตามใจเพื่อนให้ทำความชั่ว (จะทำชั่วก็คล้อยตาม)

              (๒) ตามใจเพื่อนให้ทำความดี (จะทำดีก็คล้อยตาม)

              (๓) ต่อหน้าสรรเสริญ

              (๔) ลับหลังนินทา

           ดูกรคหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ

              (๑) ชักชวนให้ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

              (๒) ชักชวนให้เที่ยวตามตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน

              (๓) ชักชวนให้เที่ยวดูการมหรสพ

              (๔) ชักชวนให้เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

           ดูกรคหบดีบุตร มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรมีใจดี(เป็นมิตรแท้)

           ดูกรคหบดีบุตร มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

              (๑) รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

              (๒) รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

              (๓) เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้

              (๔) เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้นเพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า (เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก)

           ดูกรคหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

              (๑) บอกความลับ(ของตน) แก่เพื่อน

              (๒) ปิดความลับของเพื่อน

              (๓) ไม่ละทิ้งในเหตุอันตราย

              (๔) แม้ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้

           ดูกรคหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

              (๑) ห้ามจากความชั่ว

              (๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี

              (๓) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

              (๔) บอกทางสวรรค์ให้

           ดูกรคหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

              (๑) ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน

              (๒) ยินดีด้วยความเจริญของเพื่อน

              (๓) ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน

              (๔) สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน

     (๑๖/๒๔๒-๒๔๕ สิงคาลกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับสิงคาลกคหบดีบุตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๒๒. ดูกรคหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ

              (๒) จักรับทำกิจของท่าน

              (๓) จักดำรงวงศ์สกุล

              (๔) จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก

              (๕) ก็หรือเมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา

           ดูกรคหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ห้ามจากความชั่ว

              (๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี

              (๓) ให้ศึกษาศิลปวิทยา

              (๔) หาภรรยาที่สมควรให้

              (๕) มอบทรัพย์ให้ในสมัย

           ดูกรคหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ด้วยลุกขึ้นยืนรับ

              (๒) ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้

              (๓) ด้วยการเชื่อฟัง

              (๔) ด้วยการปรนนิบัติ

              (๕) ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

           ดูกรคหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) แนะนำดี

              (๒) ให้เรียนดี

              (๓) บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด

              (๔) ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง

              (๕) ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย (คือ จะไปทางทิศไหนก็ไม่อดอยาก)

           ดูกรคหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลัง อันสามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา

              (๒) ด้วยไม่ดูหมิ่น

              (๓) ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ

              (๔) ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้

              (๕) ด้วยให้เครื่องแต่งตัว

           ดูกรคหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) จัดการงานดี

              (๒) สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี

              (๓) ไม่ประพฤตินอกใจผัว

              (๔) รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้

              (๕) ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

           ดูกรคหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ด้วยการให้ปั่น

              (๒) ด้วยเจรจาถ้อยคำเป็นที่รัก

              (๓) ด้วยประพฤติประโยชน์

              (๔) ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ

              (๕) ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง

           ดูกรคหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว

              (๒) รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว

              (๓) เมื่อมิตรมีภัยเอาเป็นที่พึ่งพำนักได้

              (๔) ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ

              (๕) นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร

           ดูกรคหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง

              (๒) ด้วยให้อาหารและรางวัล

              (๓) ด้วยรักษาในคราวเจ็บไข้

              (๔) ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน

              (๕) ด้วยปล่อยในสมัย

           ดูกรคหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย

              (๒) เลิกการงานทีหลังนาย

              (๓) ถือเอาแต่ของที่นายให้

              (๔) ทำการงานให้ดีขึ้น

              (๕) นำคุณของนายไปสรรเสริญ

           ดูกรคหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนอันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

              (๑) ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา

              (๒) ด้วยวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา

              (๓) ด้วยมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา

              (๔) ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู

              (๕) ด้วยให้อามิสทานเนืองๆ

           ดูกรคหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ คือ

              (๑) ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

              (๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี

              (๓) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม

              (๔) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

              (๕) ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง

              (๖) บอกทางสวรรค์ให้

     (๑๖/๒๔๖-๒๔๙ สิงคาลกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับสิงคาลกคหบดีบุตร)

 

หมวดถัดไป  ๓.๗ หมวดมารดาบิดา

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ