พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

     ๑. บุคคลพึงเปล่งวาจางามเท่านั้น ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วเลย การเปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ ผู้เปล่งวาจาชั่วย่อมเดือดร้อน

     (๔๒/๓๖ สารัมภชาดก)

     ๒. บุคคลพึงกล่าวแต่คำที่ไพเราะในกาลไหนๆ

     (๔๒/๑๒ นันทิวิสาลชาดก)

     ๓. บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาที่ไม่เป็นเหตุยังตนให้เดือดร้อน และไม่เป็นเหตุเบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นสุภาษิต

         บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก ที่ชนทั้งหลายชื่นชมแล้ว ไม่ถือเอาคำที่ชั่วช้าทั้งหลาย กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักแก่ชนเหล่าอื่น

         คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของมีมาแต่เก่าก่อน สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้ตั้งมั่นแล้วในคำสัตย์ ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม

         พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด ซึ่งเป็นวาจาเกษม เพื่อให้ถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ พระวาจานั้นแล เป็นสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย ดังนี้

     (๒๔/๓๘๓ สุภาษิตสูตร)

     ๔. ผู้ที่ต้องการจะให้ตนเป็นที่รักของประชาชน พึงกล่าวแต่คำสละสลวย พูดพอประมาณ ไม่ฟุ้งซ่าน ถ้อยคำของผู้แสดงอรรถและธรรมเป็นถ้อยคำไพเราะ

     (๔๒/๑๔๔ สุชาตาชาดก)

     ๕. สัตบุรุษทั้งหลาย ได้กล่าววาจาสุภาษิตว่า เป็นที่หนึ่ง บุคคลพึงกล่าววาจาที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม เป็นที่สอง บุคคลพึงกล่าววาจาอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก เป็นที่สาม บุคคลพึงกล่าววาจาจริง ไม่พึงกล่าววาจาเท็จ เป็นที่สี่ ดังนี้

     (๒๔/๓๘๒ สุภาษิตสูตร)

     ๖. ท่านอย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ ผู้ที่ท่านกล่าวแล้วพึงกล่าวตอบท่าน เพราะว่าถ้อยคำแข่งดีให้เกิดทุกข์

     (๓๘/๔๒ คาถาธรรมบท)

     ๗. ชนทั้งหลาย ย่อมไม่รู้จักคนที่ไม่พูด ว่าเจือด้วยพาลหรือบัณฑิต แต่ย่อมรู้จักคนที่พูดผู้แสดงทางอมฤตอยู่ บุคคลพึงกล่าวธรรม พึงส่องธรรม พึงประคองธงชัยของฤาษี ฤาษีทั้งหลายมีสุภาษิตเป็นธง ธรรมนั่นเองเป็นธงชัยของพวกฤาษี ดังนี้

     (๒๕/๔๕๔ วิสาขสูตร)

     ๘. ปราชญ์ควรโอวาทสั่งสอน ควรห้ามผู้อื่นจากธรรมที่มิใช่ของสัตบุรุษ แต่บุคคลเห็นปานนั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของสัตบุรุษเท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ของอสัตบุรุ

     (๔๑/๕๘๘ สารีปุตตเถรคาถา)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต และเป็นวาจาไม่มีโทษ วิญญูชนไม่ติเตียน องค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

         (๑) เป็นวาจาที่กล่าวถูกกาล

         (๒) เป็นวาจาที่กล่าวเป็นสัจ

         (๓) เป็นวาจาที่กล่าวอ่อนหวาน

         (๔) เป็นวาจาที่กล่าวประกอบด้วยประโยชน์

         (๕) เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต

     (๓๓/๓๕๑ วาจาสูตร)

     ๑๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่พึงติเตียน องค์ ๔ เป็นไฉน คือ

           (๑) ย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต ไม่กล่าวคำที่เป็นทุพภาษิต

           (๒) ย่อมกล่าวคำที่เป็นธรรม ไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม

           (๓) ย่อมกล่าวแต่คำอันเป็นที่รัก ไม่กล่าวคำอันไม่เป็นที่รัก

           (๔) ย่อมกล่าวแต่คำสัตย์ ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ

     (๓๙/๕๕๔ สุภาษิตสูตร)

     ๑๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โวหารอันมิใช่ของพระอริยะ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ

           (๑) ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่เห็นว่าเห็น

           (๒) ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง

           (๓) ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ทราบว่าได้ทราบ (ทราบโดยการดมกลิ่น ลิ้มรส และกายสัมผัส)

           (๔) ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ (รู้แจ้งทางจิตใจ)

     (๓๒/๔๐๐ อาปัตติภยวรรค)

     ๑๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้พูดมาก ๕ ประการเป็นไฉน คือ

           (๑) พูดเท็จ

           (๒) พูดส่อเสียด

           (๓) พูดคำหยาบ

           (๔) พูดเพ้อเจ้อ

           (๕) เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

     (๓๓/๓๗๐ พหุภาณีสูตร)

     ๑๓. คนที่ไม่พูด ชนทั้งหลายย่อมรู้ไม่ได้ว่า เป็นพาลหรือบัณฑิต ส่วนคนที่พูด ชนทั้งหลายย่อมรู้ว่า เป็นผู้แสดงอมตบท

           บุคคลพึงยังธรรมให้สว่างแจ่มแจ้ง พึงยกย่องธงของฤาษีทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายมีสุภาษิตเป็นธง เพราะว่าธรรมเป็นธงของพวกฤาษี

     (๓๒/๘๗-๘๘ วิสาขสูตร)

     ๑๔. วาจาที่ดังเกินไป ความเป็นผู้ที่มีกำลังแรงเกินไป บุคคลกล่าวล่วงเวลา ย่อมฆ่าบุคคลผู้มีปัญญาทรามเสีย

     (๔๒/๔๘ ติตติชาดก)

     ๑๕. มีดที่ลับคมดีแล้ว ดุจยาพิษอันร้ายแรง หาทำให้ตกไปทันทีทันใด เหมือนวาจาทุพภาษิตไม่

           เพราะฉะนั้น บัณฑิตควรรักษาวาจาไว้ ทั้งในกาลควรพูดและไม่ควร ไม่ควรพูดให้ล่วงเวลา แม้ในบุคคลผู้เสมอกับตน

     (๔๒/๒๐๔ โกกาลิกชาดก)

     ๑๖. คนที่พูดไม่จริง หรือคนที่กระทำบาปกรรมแล้วพูดว่า มิได้ทำ ย่อมเข้าถึงนรก คนแม้ทั้งสองพวกนั้นมีกรรมเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า

     (๓๘/๑๘๓ สุนทรีสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๗. ก็วาจาหยาบเช่นกับขวาน เกิดในปากของบุรุษแล้ว เป็นเหตุตัดรอนตนเองของบุรุษผู้เป็นพาล ผู้กล่าวคำทุพภาษิต

           ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรนินทา หรือนินทาคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นย่อมก่อโทษเพราะปาก ย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น

     (๓๙/๖๑๘ โกกาลิกสูตร)

     ๑๘. ผรุสวาจาเพียงดังจอบ ซึ่งเป็นเครื่องตัดทอนตนของคนพาลผู้กล่าวคำชั่ว ย่อมเกิดขึ้นที่ปากของบุคคลผู้เป็นบุรุษพาล ผู้ใดสรรเสริญผู้ที่ควรติเตียน หรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าสะสมโทษด้วยปาก ย่อมไม่ประสบความสุขเพราะโทษนั้น

           การปราชัยด้วยทรัพย์ ในการเล่นการพนันด้วยตนเองจนหมดตัวนี้ เป็นโทษมีประมาณน้อย การที่บุคคลยังใจให้ประทุษร้ายในพระอริยเจ้า ผู้ดำเนินดีแล้วนี้เป็นโทษมากกว่า บุคคลตั้งวาจาและใจอันเป็นบาปแล้วติเตียนพระอริยะย่อมเข้าถึงนรก

     (๓๗/๒๔๒-๒๔๓ โกกาลิกสูตร)

     ๑๙. ชนทั้งหลายผู้ไม่สำรวมแล้ว ย่อมทิ่มแทงชนเหล่าอื่นด้วยวาจา เหมือนเหล่าทหารที่เป็นข้าศึกทิ่มแทงกุญชรผู้เข้าสงครามด้วยลูกศร ฉะนั้น ภิกษุผู้มีจิตไม่ประทุษร้าย ฟังคำอันหยาบคายที่คนทั้งหลายเปล่งขึ้นแล้วพึงอดกลั้น

     (๓๘/๑๘๔ สุนทรีสูตร)

     ๒๐. ผู้ใดย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้ประสบสุขเพราะโทษนั้น

           ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์ทั้งหมดพร้อมด้วยตนมีโทษน้อย การที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ เป็นโทษใหญ่กว่า (โทษการพนัน)

           ผู้ที่ตั้งวาจาและใจอันเป็นบาปไว้ ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพพุททะ และห้าอัพพุททะ (อัพพุททะ เป็นสังขยามีจำนวนสูญ ๖๑ สูญ)

     (๓๒/๔-๕ ขตสูตร)

     ๒๑. ภัยเกิดจากตนเอง ย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา พูดพล่อยๆ ไม่ปิดบังความรู้ หาความระวังมิได้ ไม่มีการพิจารณา

     (๔๓/๗๔๒ ปัณฑรกชาดก)

     ๒๒. นรชนใดพึงกล่าวเท็จ เพราะเหตุเพื่อประโยชน์แก่ตนใด เหตุเพื่อประโยชน์แก่ตนนั้น ย่อมไม่รักษานรชนนั้นจากทุคติได้เลย

     (๔๔/๑๘๗ สุตโสมชาดก)

     ๒๓. ก็บุคคลบางพวก ย่อมประถ้อยคำกัน เราย่อมไม่สรรเสริญบุคคลเหล่านั้นผู้มีปัญญาน้อย ความเกี่ยวข้องด้วยการวิวาท เกิดจากคลองแห่งคำนั้นๆ ย่อมข้องบุคคลเหล่านั้นไว้ เพราะบุคคลเหล่านั้นส่งจิตไปในที่ไกลจากสมถะและวิปัสสนา

     (๓๙/๕๔๓ ธรรมิกสูตร)

     ๒๔. ชนพาลเมื่อกล่าวคำเป็นทุพภาษิต ชื่อว่าย่อมตัดตนด้วยศัสตราใด ก็ศัสตรานั้นย่อมเกิดในปากของบุรุษผู้เกิดแล้ว

           ผู้ใดสรรเสริญผู้ที่ควรถูกติ หรือติผู้ที่ควรได้รับความสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าสั่งสมโทษด้วยปาก เพราะโทษนั้น เขาย่อมไม่ประสบความสุข

           ความปราชัยด้วยทรัพย์ ในเพราะการพนันทั้งหลาย พร้อมด้วยสิ่งของของตนทั้งหมดก็ดี พร้อมด้วยตนก็ดี ก็เป็นโทษเพียงเล็กน้อย บุคคลใดทำใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ปฏิบัติดีทั้งหลาย ความประทุษร้ายแห่งใจของบุคคลนั้นเป็นโทษใหญ่กว่า

           บุคคลตั้งวาจาและใจอันลามกไว้ เป็นผู้มักติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรก ซึ่งมีปริมาณแห่งอายุถึงแสนสามสิบหกนิรัพพุททะ กับห้าอัพพุททะ

     (๒๔/๓๐๐-๓๐๑ ตุทุพรหมสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๒๕. บุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขต ย่อมได้ประสบการจองจำ การถูกฆ่า ความเศร้าโศกและความร่ำไห้

     (๔๓/๕๒๑ ตักการิยชาดก)

     ๒๖. ผู้ใดปากบอน นับเข้าในพวกอสัตบุรุษ ชอบกล่าวถ้อยคำในที่ประชุมชน นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ผู้มีปากชั่วร้ายคล้ายอสรพิษ บุคคลควรระมัดระวังคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล

     (๔๓/๗๔๓ ปัณฑรกชาดก)

     ๒๗. บุคคลไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษาความลับนั้นไว้ เหมือนรักษาขุมทรัพย์ไว้ ฉะนั้น ความลับอันบุคคลอื่นรู้เข้าทำให้แพร่งพรายแล้ว ไม่ดีเลย

           บัณฑิตไม่ควรบอกความลับแก่สตรี ศัตรู คนมุ่งอามิส และคนผู้มุ่งหมายล้วงดวงใจ คนใดให้คนโง่เขลารู้ความลับ ถึงแม้คนโง่เขลานั้นจะเป็นทาสของตนก็จำต้องอดกลั้นไว้ เพราะกลัวความคิดจะแตก

      (๔๓/๗๔๕ ปัณฑรกชาดก)

     ๒๘. การปกปิดความลับเอาไว้นั่นแหละเป็นความดี การเปิดเผยความลับ บัณฑิตไม่สรรเสริญเลย

     (๔๓/๖๗๒ ปัญจปัณฑิตชาดก)

     ๒๙. ชนเหล่าใดเป็นคนเจ้าโทสะ ฟุ้งซ่าน โอ้อวดเจรจา ชนเหล่านั้น มาถึงคุณที่มิใช่ของพระอริยเจ้า ต่างหาโทษของกันและกัน ชื่นชมคำทุพภาษิต ความพลั้งพลาด ความหลงลืม และความปราชัยของกันและกัน

           ก็ถ้าบัณฑิตรู้จักกาลแล้ว พึงประสงค์จะพูด ควรเป็นคนมีปัญญา ไม่เป็นคนเจ้าโทสะ ไม่โอ้อวด มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ใจเบาหุนหันพลันแล่น ไม่เพ่งโทษ กล่าวแต่ถ้อยคำที่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมพูดกัน และประกอบด้วยธรรมซึ่งพระอริยเจ้าพูดจากัน เพราะรู้ทั่วถึงได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น เขาจึงพาทีได้

           บุคคลควรอนุโมทนาคำที่เป็นสุภาษิต ไม่ควรรุกรานในถ้อยคำที่กล่าวชั่ว ไม่ควรศึกษาความแข่งดี และไม่ควรยึดถือความพลั้งพลาด ไม่ควรทับถม ไม่ควรข่มขี่ ไม่ควรพูดถ้อยคำเหลาะแหละ เพื่อรู้ เพื่อเลื่อมใส

           สัตบุรุษทั้งหลายมีการปรึกษาหารือกัน พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมปรึกษาหารือกัน เช่นนั้นแล นี้การปรึกษาหารือของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เมธาวีบุคคลรู้เช่นนี้แล้วไม่ควรถือตัว ควรปรึกษาหารือกัน

     (๓๑/๓๑๙-๓๒๐ กถาวัตถุสูตร)

     ๓๐. สัตว์ทั้งหลายผู้มีความสำคัญในเรื่องที่พูดกัน ตั้งอยู่เฉพาะแล้วในเรื่องที่พูดกัน ย่อมเข้าถึงข่าย คือความฉิบหาย และข่ายคือกิเลส เครื่องประกอบแห่งมัจจุ เพราะไม่กำหนดรู้เรื่องที่พูดกัน

           พระขีณาสพย่อมไม่สำคัญผู้พูด เพราะกำหนดรู้เรื่องที่พูดกัน เพราะท่านถูกต้องวิโมกข์ด้วยใจ ท่านถูกต้องสันติบทอันยอดเยี่ยม

           พระขีณาสพนั้นแล ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยเรื่องที่พูดกัน ผู้ระงับแล้ว ยินดีแล้ว ในสันติบท พิจารณาแล้วมีปรกติเสพ ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ถึงฝั่งแห่งเวท คือ สัจจะ ๔ ย่อมไม่เข้าถึงการนับว่าเป็นมนุษย์ และเทวดา

     (๓๘/๓๖๘-๓๖๙ อัทธาสูตร)

     ๓๑. บาปกรรม ที่สัตว์ผู้เป็นคนมักพูดเท็จ ล่วงธรรมอย่างหนึ่งแล้ว ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว จะไม่พึงทำ ไม่มีเลย

     (๓๘/๓๑๘ สัมปชานมุสาวาทสูตร)

     ๓๒. ชนผู้กล่าวคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก ก็หรือชนใดทำบาปกรรมแล้วกล่าวว่าไม่ได้ทำ แม้คนทั้ง ๒ นั้น ย่อมเข้าถึงนรกเหมือนกัน ชนทั้ง ๒ พวกนั้น เป็นมนุษย์ผู้มีกรรมอันเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า

     (๓๘/๓๕๐-๓๕๑ อปายสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๓๓. ผู้กล่าวคำเท็จย่อมเข้าถึงนรก อนึ่ง ผู้ทำกรรมอันลามกแล้วกล่าวว่าไม่ได้ทำ ก็ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียวกัน แม้คนทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรมอันเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกเบื้องหน้า

     (๓๙/๖๑๘-๖๑๙ โกกาลิกสูตร)

     ๓๔. บุคคลใดประกาศตนอันมีอยู่โดยอาการอย่างอื่น ให้เขารู้โดยอาการอย่างอื่น บุคคลนั้นลวงปัจจัยเขากินด้วยความเป็นขโมย เหมือนความลวงกินแห่งพรานนก

           ก็บุคคลทำกรรมใดควรพูดถึงกรรมนั้น ไม่ทำกรรมใด ก็ไม่ควรพูดถึงกรรมนั้น บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมรู้จักบุคคลนั้น ผู้ไม่ทำมัวแต่พูดอยู่

     (๒๓/๔ภ-๔๔ อุชฌานสัญญีสูตร)

     ๓๕. พึงทำอย่างใด พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ว่า บุคคลผู้ไม่ทำดีแต่พูดนั้นมีมาก

     (๔๑/๔๓๕ พากุลเถรคาถา)

     ๓๖. การนินทาหรือการสรรเสริญนี้มีมาแต่โบราณ มิใช่มีเพียงวันนี้ คนย่อมนินทา แม้ผู้นั่งนิ่ง แม้ผู้พูดมาก แม้ผู้พูดพอประมาณ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก บุรุษผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือถูกสรรเสริญโดยส่วนเดียว ไม่มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีในบัดนี้

     (๓๘/๕๙ คาถาธรรมบท)

     ๓๗. บุคคลพึงกำหนดรักษาวาจาให้เป็นปรกติ ในผู้สะอาด มีศีลเป็นที่รัก และมีคุณดีงามทั้งหลาย

     (๓๙/๖๒๒ โกกาลิกสูตร)

     ๓๘. หากว่าวาจาแม้ตั้งพันประกอบด้วยบทอันไม่เป็นประโยชน์ไซร้ บทอันเป็นประโยชน์บทหนึ่งที่บุคคลฟังแล้วย่อมสงบ ประเสริฐกว่า

     (๓๘/๓๗ คาถาธรรมบท)

     ๓๙. บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตน (แก่ความชั่ว) ไม่พึงสละซึ่งตน (แก่ความชั่ว) วาจาที่ดีควรปล่อย (เพื่อผู้อื่น) แต่วาจาที่ลามกไม่ควรปล่อย (เพื่อผู้อื่น)

     (๒๓/๘๔ กามสูตร)

     ๔๐. ดูกรราหุล เรากล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่ ที่จะไม่ทำบาปกรรมแม้น้อยหนึ่งไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นแหละ ราหุลเธอพึงศึกษาว่า เราจักไม่กล่าวมุสา แม้เพราะหัวเราะกันเล่น ดูกรราหุล เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

     (๑๙/๑๕๙-๑๖๐ จูฬราหุโลวาทสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระราหุล)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๔๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายพึงกล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ (เดรัจฉานกถา)นั้น ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย ผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาเลย

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายประชุมกันแล้ว ควรทำเหตุสองประการ คือ ธรรมีกถาหรือดุษณีภาพอันเป็นของพระอริยะ

     (๓๘/๑๑๕-๑๑๖ ราชสูตร)

     ๔๒. ดูกรราชกุมาร

           (๑) ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

           (๒) ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

           (๓) ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้น ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น

           (๔) ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

           (๕) ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

           (๖) ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น

           ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย

     (๑๙/๑๑๐-๑๑๑ อภัยราชกุมารสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับอภัยราชกุมาร)

     ๔๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาเก็บไว้ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ

           (๑) เป็นผู้กล่าวเท็จ

           (๒) เป็นผู้กล่าวคำส่อเสียด

           (๓) เป็นผู้กล่าวคำหยาบ

           (๔) เป็นผู้กล่าวคำเพ้อเจ้อ

           (๕) เป็นผู้โลภ

           (๖) และเป็นผู้คะนอง

     (๓๔/๖๓๙ นิรยสูตร)

     ๔๔. คำอันเป็นสุภาษิต อันบุคคลผู้ยินดีจะเป็นข้าศึก มีจิตเศร้าหมอง มากไปด้วยความแข่งดี จะเห็นแจ้งด้วยดีไม่ได้ ส่วนว่าบุคคลใด กำจัดความแข่งดีและความไม่เลือมใสแห่งใจ ถอนความอาฆาตได้แล้ว ผู้นั้นแลพึงรู้คำอันเป็นสุภาษิต

     (๒๔/๓๖๑ ปัจจนิกสูตร)

     ๔๕. ดอกไม้งาม มีสี แต่ไม่มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิตย่อมไม่มีผลแก่บุคคลผู้ไม่ทำอยู่ ก็ฉันนั้น

           ดอกไม้งาม มีสี มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิต ย่อมมีผลแก่บุคคลผู้ทำอยู่ ฉันนั้น

     (๔๑/๔๕๔ สุภูตเถรคาถา)

     ๔๖. คนมีราคะย่อมพูดมาก แม้คนมีโทสะก็พูดมาก

      (๔๓/๔๙๒ มหาปทุมชาดก)

 

หมวดถัดไป  ๑.๑๐ หมวดยากจน

กลับสู่เมนู  อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่ 

เชิญร่วมบุญ