พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑. กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ความสุขย่อมมีแก่ผู้นั้นหนอ ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว เป็นพหูสูต ท่านจงดูบุคคลผู้มีกิเลสเครื่องกังวลเดือดร้อนอยู่ ชนผู้ปฏิพัทธ์ในชนย่อมเดือดร้อน

     (๓๘/๑๒๐ อุปาสกสูตร)

     ๒. ชนผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีความสุขหนอ ชนผู้ถึงเวท (คืออริยมรรคญาณ) เท่านั้น ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ท่านจงดูชนผู้มีกิเลสเครื่องกังวลเดือดร้อนอยู่ ชนเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชนย่อมเดือดร้อน

     (๓๘/๑๒๒ คัพภินีสูตร)

     ๓. ฝนคือกิเลส ย่อมรั่วรดสิ่งที่ปกปิด ย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิด เพราะฉะนั้น พึงเปิดสิ่งที่ปกปิดไว้เสีย ฝนคือกิเลส ย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิดอย่างนี้

     (๓๘/๒๐๔ อุโปสถสูตร)

     ๔. โลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลสทำให้เป็นดังเปือกตม ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นอันมาก ย่อมถูกประหารและถูกฆ่าในกิเลสวัตถุนั้น

     (๔๔/๒๕๒ มหาชนกชาดก)

     ๕. โลภะ โทสะ และโมหะ อันบังเกิดแก่ตน ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้มีใจเป็นบาป ดุจผลของตนเบียดเบียนไม้เต่ารัง ฉะนั้น

     (๒๓/๑๙๓ โลกสูตร)

     ๖. โลภะ โทสะ และโมหะ เกิดแล้วในตน ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้มีจิตอันลามกเหมือนขุยของตน ย่อมเบียดเบียนไม้ไผ่ ฉะนั้น

     (๓๘/๓๕๔ อกุศลมูลสูตร)

     ๗. โลภะให้เกิดความฉิบหาย โลภะทำจิตให้กำเริบ ชนไม่รู้สึกโลภะนั้นอันเกิดแล้วในภายในว่าเป็นภัย คนโลภย่อมไม่รู้ประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โลภะย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็ผู้ใดละความโลภได้ขาด ย่อมไม่โลภในอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ความโลภอันอริยมรรคย่อมละเสียได้จากบุคคลนั้นเปรียบเหมือนหยดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น

          โทสะให้เกิดความฉิบหาย โทสะทำจิตให้กำเริบ ชนไม่รู้สึกโทสะนั้นอันเกิดในภายในว่าเป็นภัย คนโกรธย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โทสะย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็บุคคลใดละโทสะได้ขาด ย่อมไม่ประทุษร้ายในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย โทสะอันอริยมรรคย่อมละเสียได้จากบุคคลนั้น เปรียบเหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้ว ฉะนั้น

          โมหะเกิดความฉิบหาย โมหะทำจิตให้กำเริบ ชนไม่รู้สึกโมหะนั้นอันเกิดในภายในว่าเป็นภัย คนหลงย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โมหะย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็บุคคลใดละโมหะได้ขาด ย่อมไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง บุคคลนั้นย่อมกำจัดความหลงได้ทั้งหมด เปรียบเหมือนพระอาทิตย์อุทัยขจัดมืด ฉะนั้น

     (๓๘/๔๐๔-๔๐๕ มลสูตร)

     ๘. ใครๆ ผู้มีความปรารถนาลามก จงอย่าอุบัติในสัตว์โลกเลย

     (๓๘/๔๐๖ เทวทัตตสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๙. กิเลสกาม ๑ ความไม่ยินดี ๑ ความหิวกระหาย ๑ ตัณหา ๑ ความง่วงเพราะหาวนอน ๑ ความขลาด ๑ ความลังเลใจ ๑ ความลบหลู่และความกระด้าง ๑ ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ และยศที่ได้โดยทางผิด ๑ ความยกตนและข่มขู่ผู้อื่น ๑ เหล่านี้เรากล่าวว่าเป็นมารเสนา มีปรกติกำจัดผู้มีธรรมดำ คนไม่กล้าย่อมไม่ชนะเสนานั้นได้ ส่วนคนกล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้สุข

     (๔๖/๑๕๔ สุทธัฏฐกสุตตนิเทส)

     ๑๐. การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย

           ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีในรสทั้งหลาย เจือปนไปด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลพึงแนะนำได้โดยยาก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น...

           ชนเหล่าใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร ไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปรกติไม่ให้ และไม่ให้อะไรๆ แก่ใครๆ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น...

           ความโกรธ ความมัวเมา ความเป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายา ริษยา ความยกตน ความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนมด้วยอสัตบุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ...

           ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติลามก กู้หนี้มาแล้วไม่ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคนเทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรมหยาบช้า นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น...

           ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวนผู้อื่นประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคาย ไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น...

           สัตว์เหล่าใดกำหนัดแล้วในสัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายในอกุศลเป็นนิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลงตกไปสู่นรก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย

     (๓๙/๕๐๖-๕๐๘ อามคันธสูตร)

     ๑๑. ท่านกล่าวมารดาว่าเป็นกระท่อม ท่านกล่าวภรรยาว่าเป็นรัง ท่านกล่าวบุตรว่าเป็นเครื่องสืบต่อ ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องผูก ดีจริง กระท่อมของท่านไม่มี ดีจริง รังของท่านไม่มี ดีจริง เครื่องสืบต่อของท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก

     (๒๓/๑๕-๑๖ กุฏิกาสูตร เทวดาตนหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาค)

     ๑๒. ประโยชน์ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำทุกข์มาให้ ความเป็นใหญ่ทั้งหมดนำสุขมาให้ เมื่อมีสาธารณประโยชน์ที่จะพึงให้สำเร็จ สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะว่ากิเลสเครื่องประกอบสัตว์ทั้งหลาย ก้าวล่วงได้โดยยาก

     (๓๘/๑๓๑ วิสาขาสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๓. ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลาย จงเห็นคนผู้ทะเลาะกัน เราจักแสดงความสลดใจตามที่เราได้สลดใดมาแล้ว เราได้เห็นหมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ (ด้วยตัณหาและทิฐิ) เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อย ฉะนั้น ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว เพราะได้เห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกัน

           โลกโดยรอบหาแก่นสารมิได้ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เราปรารถนาความต้านทานแก่ตนอยู่ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไรๆ อันทุกข์มีชราเป็นต้นไม่ครอบงำแล้ว เราไม่ได้มีความยินดี เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้ว ผู้ถึงความพินาศ

           อนึ่ง เราได้เห็นกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น ยากที่สัตว์จะเห็นได้ อันอาศัยหทัยในสัตว์เหล่านี้ สัตว์ถูกกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นใดเสียบติดอยู่แล้ว ย่อมแล่นไปยังทิศทั้งปวง บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นนั้นออกได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะทั้งสี่ (อารมณ์ที่น่ายินดีเหล่าใดมีอยู่ในโลก)

           หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศิลปะ เพื่อให้ได้ซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง พึงศึกษานิพพานของตน

           มุนี พึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ พึงข้ามความโลภอันลามกและความตระหนี่เสีย

           นรชนพึงครอบงำความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยความประมาท ไม่พึงดำรงอยู่ในการดูหมิ่นผู้อื่น พึงมีใจน้อมไปในนิพพาน ไม่พึงน้อมไปในการกล่าวมุสา ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป และพึงกำหนดรู้ความถือตัว พึงเว้นเสียจากความผลุนผลันแล้วเที่ยวไป ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์ที่ล่วงมาแล้ว ไม่พึงกระทำความพอใจในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ไม่พึงเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่กำลังละไปอยู่ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา

           เรากล่าวความกำหนัดยินดีว่า เป็นโอฆะอันใหญ่หลวง กล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องกระซิบใจ ทำใจให้แล่นไปในอารมณ์ต่างๆ กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์แอบใจ ทำใจให้กำเริบ

           เปือกตมคือกามยากที่สัตว์จะล่วงไปได้ พราหมณ์ผู้เป็นมุนี ไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว ย่อมตั้งอยู่บนบก คือนิพพาน มุนีนั้นแล สละคืนอายตนะทั้งหมดแล้วโดยประการทั้งปวง เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ

           มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้ เป็นผู้ถึงเวท รู้สังขตธรรมแล้ว อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยเป็นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ทะเยอทะยานต่ออะไรๆ ในโลกนี้ ผู้ใดข้ามกามทั้งหลายและธรรมเป็นเครื่องข้อง ยากที่สัตว์จะล่วงได้ในโลกนี้ได้แล้ว ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาขาดแล้วไม่มีเครื่องผูกผัน ย่อมไม่เศร้าโศกย่อมไม่เพ่งเล็ง

           ท่านจงทำกิเลสชาติ เครื่องกังวลในอดีตให้เหือดแห้ง กิเลสชาติเครื่องกังวลในอนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าว่าท่านจักไม่ถือเอาในปัจจุบันไซร้ ท่านจักเป็นผู้สงบเสงี่ยมเที่ยวไป

           ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเราโดยประการทั้งปวง และไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปนั้นไม่มี ผู้นั้นแลย่อมไม่เสื่อมในโลก

           ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลว่าสิ่งนี้ของเรา และว่าสิ่งนี้ของผู้อื่น ผู้นั้นไม่ประสบการยึดถือในสิ่งนั้นว่าเป็นของเราอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี บุคคลนั้น ไม่มีความขวนขวาย ไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความหวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งอะไรๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้รู้แจ้ง ผู้นั้นเว้นแล้วจากการปรารภมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถาน

     (๓๙/๖๙๖-๖๙๙ อัตตทัณฑสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๔. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถูกราคะและโทสะปกคลุมแล้ว อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว เพลิดเพลินรูปที่น่ารัก ย่อมดื่มสุราและเมรัย เสพเมถุน เป็นผู้ไม่รู้แจ้ง ยินดีรับทองและเงิน

           สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ อุปกิเลสอันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มีธุลีคือกิเลส เป็นผู้อันความมืดรัดรึงแล้ว เป็นทาสแห่งตัณหา อันตัณหานำไปด้วยดี ย่อมยังอัตภาพอันหยาบให้เจริญ ย่อมยินดีภพใหม่เหล่านี้ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ตรัสไว้แล้ว

     (๓๒/๙๐-๙๑ อุปกิเลสสูตร)

     ๑๕. เธอทั้งหลายจงเปลื้องราคะและโทสะเสีย เหมือนมะลิปล่อยดอกที่เหี่ยวแห้งแล้ว ฉะนั้น

     (๓๘/๘๖ คาถาธรรมบท)

     ๑๖. นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตนรอด ภิกษุนั้นพึงถางรกชัฏนี้ได้

           ราคะก็ดี โทสะก็ดี อวิชชาก็ดี บุคคลทั้งหลายใดกำจัดเสียแล้ว บุคคลทั้งหลายนั้น เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส

           ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งอันบุคคลทั้งหลายนั้นสางเสียแล้ว นามก็ดี รูปก็ดี ปฏิฆสัญญาและรูปสัญญาก็ดี ย่อมดับหมดในที่ใด ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งนั้นย่อมขาดไปในที่นั้น

     (๒๓/๒๕ ชฏสูตร)

     ๑๗. ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี

     (๓๘/๖๓ คาถาธรรมบท)

     ๑๘. ไฟคือราคะ ย่อมเผาสัตว์ผู้กำหนัดแล้ว หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ส่วนไฟคือโทสะ ย่อมเผานรชนผู้พยาบาท มีปรกติฆ่าสัตว์ ส่วนไฟคือโมหะ ย่อมเผานรชนผู้ลุ่มหลง ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไฟ ๓ กองนี้ ย่อมตามเผาหมู่สัตว์ผู้ไม่รู้สึกว่าเป็นไฟ ผู้ยินดียิ่งในกายตน ทั้งในภพนี้และภพหน้า สัตว์เหล่านั้นย่อมพอกพูนนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอสุรกายและปิตติวิสัย เป็นผู้ไม่พ้นไปจากเครื่องผูกแห่งมาร

           สัตว์เหล่าใดประกอบด้วยความเพียรในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งกลางคืนกลางวัน สัตว์เหล่านั้นผู้มีความสำคัญอารมณ์ว่าไม่งามอยู่เป็นนิจ ย่อมด้ับไฟคือราคะได้ ส่วนสัตว์ทั้งหลายผู้สูงสุดในนรชน ย่อมดับไฟคือโทสะได้ด้วยเมตตา และดับไฟคือโมหะได้ด้วยปัญญาอันเป็นเครื่องให้ถึงความชำแรกกิเลส

           สัตว์เหล่านั้นมีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ดับไฟคือราคะเป็นต้นได้ ย่อมปรินิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ ล่วงทุกข์ได้ไม่มีส่วนเหลือ บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอริยสัจ ผู้ถึงที่สุดแห่งเวท รู้แล้วโดยชอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งซึ่งความสิ้นไปแห่งชาติ ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่

     (๓๘/๔๑๕-๔๑๖ อัคคิสูตร)

     ๑๙. สัตว์โลกมีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมปรากฏเหมือนสมบูรณ์ด้วยเหตุ คนพาลมีอุปธิเป็นเครื่องผูกพัน ถูกความมืดหุ้มห่อแล้ว ย่อมปรากฏเหมือนว่าเที่ยงยั่งยืน กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นอยู่

     (๓๘/๒๕๙-๒๖๐ อุเทนสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๒๐. ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดี ซึ่งความโลภอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้โลภไปสู่ทุคติแล้วละได้ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีก ในกาลไหนๆ รู้ชัดด้วยดีซึ่งโทสะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้ประทุษร้ายไปสู่ทุคติ... รู้ชัดด้วยดีซึ่งโมหะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้หลงไปสู่ทุคติ... รู้ชัดด้วยดีซึ่งโกธะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้โกรธไปสู่ทุคติ... รู้ชัดด้วยดีซึ่งมักขะ อันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้ลบหลู่ไปสู่ทุคติ... รู้ชัดด้วยดีซึ่งมานะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้ถือตัวไปสู่ทุคติ แล้วละได้ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีก ในกาลไหนๆ

    (๓๘/๒๘๙-๒๙๔ โลภสูตร, โทสสูตร, โมหสูตร, โกธสูตร, มักขสูตร, มานสูตร)

     ๒๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังไม่ละได้แล้ว บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า เป็นผู้อันมารผูกไว้แล้ว สวมบ่วงแล้ว และถูกมารผู้มีบาปพึงกระทำได้ตามความพอใจ

     (๓๘/๓๗๓ ราคสูตร)

     ๒๒. ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นในมโนวิตกอันตัณหามานะและทิฐิไม่อิงอาศัย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ดับกิเลสได้แล้ว ไม่ติเตียนผู้ใดผู้หนึ่ง เหมือนเต่าหดคอและขาอยู่ในกระดองของตน ฉะนั้น

     (๒๗/๓๑๐ สุขุมสูตร)

     ๒๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน เหมือนความเป็นผู้มักมาก เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว เหมือนการประกอบกุศลธรรม

     (๓๑/๑๕-๑๙ บาลีแห่งเอกธรรม)

     ๒๔. ดูกรอนุรุทธ เรานั้นแลรู้ว่า วิจิกิจฉา เป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมอง จึงละวิจิกิจฉาตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองเสียได้ รู้ว่าอมนสิการ... รู้ว่าถีนมิทธะ... รู้ว่าความหวาดเสียว... รู้ว่าความตื่นเต้น... รู้ว่าความชั่วหยาบ... รู้ว่าความเพียรที่ปรารภเกินไป... รู้ว่าความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป... รู้ว่าตัณหาที่คอยกระซิบ... รู้ว่าความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน... รู้ว่าลักษณะที่เพ่งรูปเกินไป เป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองจึงละวิจิกิจฉา อมนสิการ ถีนมิทธะ ความหวาดเสียว ความตื่นเต้น ความชั่วหยาบ ความเพียรที่ปรารภเกินไป ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป ตัณหาที่คอยกระซิบ ความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน ลักษณะที่เพ่งรูปเกินไป ตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ เรานั้นจึงได้มีความรู้ดังนี้ว่า เครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองนั้นๆ ของเรา เราละได้แล้วดังนี้ เราจึงเจริญสมาธิโดยส่วนสามได้ในบัดนี้

     (๒๒/๓๗๕-๓๗๘ อุปักกิเลสสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอนุรุทธ)

     ๒๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงวางคบหญ้าที่ไฟติดแล้วในป่าหญ้าแห้ง เขาจึงรีบดับคบนั้นเสียด้วยมือและเท้า ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์มีชีวิตทั้งหลายบรรดาที่อาศัยหญ้าและไม้อยู่ไม่พึงถึงความพินาศฉิบหาย แม้ฉันใด

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน รีบละ รีบบรรเทา รีบทำให้หมด รีบทำให้ไม่มีซึ่งอกุศลสัญญาที่ก่อกวนอันบังเกิดขึ้นแล้ว เขาย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความอึดอัด ความคับแค้น ความเร่าร้อน ในปัจจุบัน เบื้องหน้า แต่มรณะเพราะกายแตก พึงหวังสุคติได้

     (๒๕/๒๔๒ ทุติยวรรค)

 

หมวดถัดไป  ๔.๒ หมวดบาป
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ