
|
๑. มุนีในโลกนี้ สละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว เมื่อผู้อื่นเกิดวิวาทกัน ก็ไม่แล่นไปเข้าพวกเขา มุนีนั้นเป็นผู้สงบ เมื่อผู้อื่นไม่สงบ ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ท่านไม่มีการยึดถือ ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ มุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว หรือได้ทราบแล้ว ปลงภาระลงแล้ว หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีเครื่องกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา (หมดความต้องการ) ฉะนี้แล้ว (๓๙/๖๙๐-๖๙๑ มหาวิยูหสูตร) |
|
๒. มุนีละที่อยู่แล้ว ไม่มีที่พักเที่ยวไป ไม่ทำความสนิทสนมในบ้าน เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า ไม่ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น (ไม่ทุ่มเถียงกับคนอื่น) ดังนี้ (๒๖/๑๓ หลิททิกานิสูตร) |
|
๓. ผู้ที่เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มีอาสวะ เป็นมุนี(แท้) สมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นผู้ละเสียได้ทุกอย่าง (๓๑/๔๓๙ โมเนยยสูตร) |
|
๔. มุนีได้ปลงเครื่องปรุงแต่งภพอันเป็นเหตุสมภพ ทั้งที่ชั่ง(กำหนด) ได้ และชั่ง(กำหนด) ไม่ได้ ยินดีแล้วใน(ธรรม) ภายใน มีจิตตั้งมั่น ได้ทำลายกิเลสที่เกิดในตน เหมือนทหารทำลายเกราะ ฉะนั้น (๓๘/๒๒๒ อายุสมโอสัชชนสูตร) |
|
๕. พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวบุคคลผู้รู้ทางกาย ผู้รู้ทางวาจา ผู้รู้ทางใจ ผู้หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นมุนี ผู้ถึงพร้อม(สมบูรณ์) ด้วยความเป็นมุนีมีบาปอันล้างแล้ว (๓๘/๓๗๒ มุนีสูตร) |
|
๖. ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร ได้เห็นอทุกขมสุขอันละเอียดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นโดยชอบ ย่อมหลุดพ้นในเวทนานั้น ภิกษุนั้นแลอยู่จบอภิญญา ระงับ(สงบ)แล้ว ก้าวล่วงโยคะได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี (๓๘/๓๕๗ เวทนาสูตร) |
|
๗. ภิกษุผูู้มีความเพียร รู้ธรรมเป็นที่สลัดออกซึ่งกาม และอุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงรูปทั้งหลาย ถูกต้องธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวงในกาลทุกเมื่อ ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นโดยชอบ ย่อมน้อมไปในธาตุนั้น ภิกษุนั้นแลอยู่จบอภิญญา สงบระงับ ก้าวล่วงโยคะได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี (๓๘/๓๗๙ นิสสรณสูตร) |
|
๘. รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ ที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินก็ดี ทั้งตั้งอยู่ในเวหาสก็ดี ที่อยู่ในแผ่นดินก็ดี ย่อมทรุดโทรม เป็นของไม่เที่ยงทั้งหมด บุคคลทั้งหลายผู้สำนึกตน ย่อมถึงความตกลงอย่างนี้เที่ยวไป ชนทั้งหลายเป็นผู้ติดแล้วในอุปธิทั้งหลาย คือ ในรูปอันตนเห็นแล้ว ในเสียงอันตนได้ฟังแล้ว ในกลิ่นและรสอันตนได้กระทบแล้ว และในโผฏฐัพพารมณ์อันตนรู้แล้ว ท่านจงบรรเทาความพอใจในกามคุณ ๕ เหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวั่นไหว บุคคลใดไม่ติดอยู่ในกามคุณ ๕ เหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นมุนี (๒๔/๓๗๗ อรติสูตร) |

