
| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๗. เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่เป็นผู้ขวนขวายในลาภสักการะ ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการมุ่งลาภเป็นเหตุ ละประโยชน์อันเยี่ยมแล้วถือเอาประโยชน์อันเลว เราตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่ยินดีประโยชน์ของความเป็นสรณะ เมื่อเรานั่งในที่อยู่ ได้เกิดความสังเวชว่า เราเป็นผู้เดินทางผิดเสียแล้ว จึงตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ชีวิตของเราเป็นของน้อย ถูกชราและพยาธิย่ำยีอยู่เป็นนิตย์ กายนี้ย่อมทำลายไปก่อน เวลานี้เราไม่ควรประมาท เมื่อเราพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลายตามความเป็นจริง จึงมีจิตหลุดพ้นจากภพ ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว (๔๑/๖๗๕-๖๗๖ มิตตกาลีเถรีคาถา) |
|
๑๘. ผลกล้วยแลย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัศดร ฉะนั้น (๒๔/๓๐๙ เทวทัตตสูตร) |
|
๑๙. ชนทั้งหลาย ถูกมานะหลอกลวงแล้ว เศร้าหมองอยู่ในสังขารทั้งหลาย ถูกความมีลาภและความเสื่อมลาภย่ำยีแล้ว ย่อมไม่ได้บรรลุสมาธิเลย (๔๑/๔๐๐ เสตุจฉเถรคาถา) |
|
๒๐. บุคคลได้สิ่งใด ยินดีด้วยสิ่งนั้น เพราะความโลภเกินประมาณ เป็นความลามก (๔๒/๕๖ สุวรรณหังสชาดก) |
|
๒๑. มนุษย์ทั้งหลายผู้มีปัญญาเขลา ไม่เห็นอริยธรรม พูดกันแต่ว่า เงินของเรา ทองของเรา ดังนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวัน (๔๒/๑๐๖ ครหิตชาดก) |
|
๒๒. โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่หาฆ่าผู้แสวงหาฝั่งไม่ คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้ เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่น เพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น (๓๘/๘๒ คาถาธรรมบท) |
|
๒๓. กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้สันตบท พึงบำเพ็ญไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) กุลบุตรนั้น พึงเป็นผู้อาจหาญ เป็นผู้ตรง ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความประพฤติเบา มีอินทรีย์อันสงบแล้ว มีปัญญาเครื่องรักษาตน ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย และไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไรๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้ (๓๗/๔๘๒ เมตตาสูตร) |
|
๒๔. เธอละกามคุณห้ามีรูปเป็นที่รัก เป็นที่รื่นรมย์ใจ ออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว จงกระทำที่สุดทุกข์เถิด เธอจงคบกัลยาณมิตร จงเสพที่นอนที่นั่งอันสงัดเงียบ ปราศจากเสียงกึกก้อง จงรู้จักประมาณในโภชนะ เธออย่าได้กระทำความอยากในวัตถุเป็นที่เกิดตัณหาเหล่านี้ คือ จีวร บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง และปัจจัย เธออย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ จงมีสติไปแล้วในกาย จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย จงเว้นสุภนิมิต อันก่อให้เกิดความกำหนัด จงอบรมจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ให้ตั้งมั่นดีแล้วในอสุภภาวนา จงอบรมวิปัสนา จงละมานานุสัย แต่นั้นเธอจักเป็นผู้สงบ เพราะการละมานะเที่ยวไป (๓๙/๕๒๙-๕๓๐ ราหุลสูตร) |
หมวดถัดไป ๔.๘ หมวดมานะ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

