พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

      ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ แต่พรหมจรรย์นี้ มีเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบเป็นประโยชน์ เป็นแก่น เป็นที่สุด

     (๑๘/๔๓๑ มหาสาโรปมสูตร)

     ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ ภิกษุไม่อยู่ประพฤติเพื่อจะหลอกลวงชน ไม่อยู่ประพฤติเพื่อประจบคน ไม่อยู่ประพฤติเพื่ออานิสงส์ คือ ลาภสักการะและความสรรเสริญ ไม่อยู่ประพฤติด้วยคิดว่า ชนจงรู้จักเราด้วยอาการอย่างนี้

         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่แท้พรหมจรรย์นี้ ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อการละ เพื่อความรู้ยิ่ง และเพื่อความกำหนดรู้

     (๓๘/๓๓๑-๓๓๒ นกุหนาสูตร)

     ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและชื่อเสียง ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า

         เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศีกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นเสียแล้ว และลาภสักการะและชื่อเสียงที่บังเกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่ไม่ได้ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ

     (๒๕/๓๕๘ สุทธกสูตร)

     ๔. ถ้าภิกษุมุ่งหวังในความเป็นสรณะ ปรารถนาจะเป็นอยู่สบาย ไม่ควรดูหมิ่นจีวร ข้าวและน้ำของสงฆ์ พึงเสพที่นอนที่นั่งตามมีตามได้ เหมือนงูและหนูขุดรูอยู่ พึงยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ และพึงเจริญธรรมอย่างเอก คือ ความไม่ประมาท

     (๔๑/๔๓๕-๔๓๖ ธนิยเถรคาถา)

     ๕. ดูกรจุนทะ จีวรใดอันเราอนุญาตแล้วแก่พวกเธอ จีวรนั้นควรแก่พวกเธอ เพียงเพื่อเป็นเครื่องบำบัดหนาว บำบัดร้อน บำบัดสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อเป็นเครื่องปกปิดอวัยวะอันยังความละอายให้กำเริบ

         บิณฑบาตใดอันเราอนุญาตแล้วแก่พวกเธอ บิณฑบาตนั้นควรแก่พวกเธอ เพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้ เพื่อยังกายนี้ให้เป็นไปได้ เพื่อจะให้ความลำบากสงบ เพื่อจะอนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่า เราจักบรรเทาเวทนาเก่า จักไม่ยังเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น ด้วยประการดังนี้ และความเป็นไปแห่งชาติ ความเป็นผู้ไม่มีโทษและความอยู่สำราญจักมีแก่เรา

         เสนาสนะใดอันเราอนุญาตแล้วแก่พวกเธอ เสนาสนะนั้นควรแก่พวกเธอ เพียงเพื่อเป็นเครื่องบำบัดหนาว บำบัดร้อน บำบัดสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อเป็นเครื่องบรรเทาอันตรายอันเกิดแต่ฤดู เพื่อความยินดีในการหลีกออกเร้นอยู่

         คิลานปัจจัยเภสัชบริขารใดอันเราอนุญาตแล้วแก่พวกเธอ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้นควรแก่พวกเธอ เพียงเพื่อเป็นเครื่องกำจัดเวทนาทั้งหลายอันเกิดแก่อาพาธต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อความเป็นผู้ไม่มีความลำบากเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้

     (๑๖/๑๗๑-๑๗๒ ปาสาทิกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระจุนทะภิกษุ)

     ๖. ดูกรนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศอย่าติดเรา ดูกรนาคิตะ ผู้ใดแล ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้นชื่อว่า พึงยินดีสุขอันไม่สะอาด สุขในการหลับ และสุขที่อาศัยลาภสักการะ และการสรรเสริญ

     (๓๕/๔๓๖ ยสสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระนาคิตะ)

     ๗. ภิกษุไม่ควรทำการงานให้มาก ควรหลีกเร้นหมู่ชน ไม่ควรขวนขวายเพื่อยังปัจจัยให้เกิด เพราะภิกษุใดเป็นผู้ติดรสอาหาร ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวายเพื่อยังปัจจัยให้เกิด และชื่อว่าละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้

         พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวการไหว้การบูชาในสกุลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็นลูกศรอันละเอียดถอนได้ยาก เพราะสักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก

         ภิกษุไม่ควรแนะนำสัตว์อื่นให้ทำกรรมอันเป็นบาป และไม่พึงส้องเสพกรรมนั้นด้วยตนเอง เพราะสัตว์ม่ีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ คนเราย่อมไม่เป็นโจรเพราะคำของบุคคลอื่น ไม่เป็นมุนีเพราะคำของบุคคลอื่น บุคคลรู้จักตนเองว่าเป็นอย่างไร แม้เทพเจ้าทั้งหลายก็รู้จักบุคคลนั้นว่าเป็นอย่างนั้น

     (๔๑/๔๘๘ มหากัจจายนเถรคาถา)

     ๘. ภิกษุศรีษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ที่นั่ง ย่อมชื่อว่าได้ข้าศึกไว้มาก ภิกษุรู้โทษในลาภสักการะว่าเป็นภัยอย่างนี้แล้ว ควรเป็นผู้มีลาภน้อย มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ มีสติงดเว้นความยินดีในลาภ

     (๔๑/๔๑๕-๔๑๖ ติสสเถรคาถา)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๙. ภิกษุผู้หนักในความโกรธและความลบหลู่ หนักในลาภและสักการะ พวกเธอย่อมไม่งอกงามในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธะแสดงแล้ว ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นผู้หนักในสัทธรรมอยู่แล้ว และกำลังเป็นผู้หนักในสัทธรรมอยู่ ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมงดงามในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธะทรงแสดงแล้ว

     (๓๒/๗๙ โกธสูตร)

     ๑๐. ทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร สมณศากยบุตร ย่อมไม่ยินดีทองและเงิน ย่อมไม่รับทองและเงิน สมณศากยบุตรห้ามแก้วและทอง ปราศจากทองและเงิน

           ดูกรนายคามณี ทองและเงินควรแก่ผู้ใด เบญจกามคุณก็ควรแก่ผู้นั้น เบญจกามคุณควรแก่ผู้ใด ทองและเงินก็ควรแก่ผู้นั้น

     (๒๘/๕๒๖ มณิจูฬสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับนายบ้านนามว่ามณิจูฬกะ)

     ๑๑. บรรชิตไม่ควรพยายามในบาปกรรมทั่วไป ไม่ควรเป็นคนใช้ของผู้อื่น ไม่ควรอาศัยผู้อื่นเป็นอยู่ ไม่ควรแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์นั้นๆ

     (๓๘/๒๒๖ ปฏิสัลลานสูตร)

      ๑๒. บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ เป็นผู้ไม่โกรธและไม่ติดใจในรสเพราะตัณหา

     (๔๖/๓๘๘ ปุราเภทสุตตนิเทส)

     ๑๓. ดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้

           ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด

     (๕๑/๑๘๖ มหาปรินิพพานสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์)

     ๑๔. เมื่อภิกษุสันโดษด้วยปัจจัยหาโทษมิได้ ทั้งน้อยและหาได้ง่าย ปรารภเสนาสนะ จีวร ปานะและโภชนะ จิตของเธอก็ไม่คับแค้น ไม่กระทบกระเทือนทุกทิศ และธรรมเหล่าใดอันภิกษุนั้นกล่าวแล้ว อนุโลมแก่สมณธรรม ธรรมเหล่านั้นอันภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความสันโดษถือเอาโดยยิ่ง

     (๓๒/๔๕ สันตุฏฐิสูตร)

     ๑๕. เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นนาถะของโลก ยังทรงพระชนมชีพอยู่ ความประพฤติของภิกษุทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง คือ

              (๑) ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑลก็เพียงเพื่อจะป้องกันความหนาวอันเกิดแต่ลม และปกปิดความละอายเท่านั้น

              (๒) ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน ขบฉันอาหารประณีตก็ตาม เศร้าหมองก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม ก็เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น ไม่ติดไม่พัวพันเลย

              (๓) ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน (แม้จะถูกความเจ็บไข้ครอบงำ) ไม่ขวนขวายหาเภสัชปัจจัย อันเป็นบริการแก่ชีวิต เหมือนการขวนขวายในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นขวนขวาย พอกพูนวิเวก มุ่งแต่เรื่องวิเวก อยู่ในป่า โคนไม้ ซอกเขา และถ้ำเท่านั้น

              (๔) ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนเป็นผู้อ่อนน้อม มีศรัทธาตั้งมั่น เลี้ยงง่าย อ่อนโยน มีน้ำใจไม่กระด้าง ไม่ปราศจากสติ ปากไม่ร้าย เปลี่ยนแปลงตามความคิดเห็น อันเป็นประโยชน์ของตนและผู้อื่น

              (๕) เพราะฉะนั้น ภิกษุแต่ปางก่อนเป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง การบริโภคปัจจัย การส้องเสพโคจร และมีอริยาบถละมุนละไม ก่อให้เกิดความเลื่อมใส เหมือนสายน้ำมันเหลวไหลออกจากปากภาชนะไม่ขาดสาย ฉะนั้น

     (๔๑/๕๗๓-๕๗๕ ปาราสริยเถรคาถา)

     ๑๖. นักปราชญ์ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่านได้สมาธิได้ยาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลนั้น ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มักติดรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้

           นักปราชญ์ได้กล่าวการกราบไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลาย ว่าเป็นเปือกตมและเป็นลูกศรที่ละเอียดถอนได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ยากยิ่ง

     (๔๑/๕๙๙ มหากัสสปเถรคาถา)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๗. เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่เป็นผู้ขวนขวายในลาภสักการะ ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการมุ่งลาภเป็นเหตุ ละประโยชน์อันเยี่ยมแล้วถือเอาประโยชน์อันเลว เราตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่ยินดีประโยชน์ของความเป็นสรณะ เมื่อเรานั่งในที่อยู่ ได้เกิดความสังเวชว่า เราเป็นผู้เดินทางผิดเสียแล้ว จึงตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ชีวิตของเราเป็นของน้อย ถูกชราและพยาธิย่ำยีอยู่เป็นนิตย์ กายนี้ย่อมทำลายไปก่อน เวลานี้เราไม่ควรประมาท เมื่อเราพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลายตามความเป็นจริง จึงมีจิตหลุดพ้นจากภพ ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว

     (๔๑/๖๗๕-๖๗๖ มิตตกาลีเถรีคาถา)

     ๑๘. ผลกล้วยแลย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัศดร ฉะนั้น

     (๒๔/๓๐๙ เทวทัตตสูตร)

     ๑๙. ชนทั้งหลาย ถูกมานะหลอกลวงแล้ว เศร้าหมองอยู่ในสังขารทั้งหลาย ถูกความมีลาภและความเสื่อมลาภย่ำยีแล้ว ย่อมไม่ได้บรรลุสมาธิเลย

     (๔๑/๔๐๐ เสตุจฉเถรคาถา)

     ๒๐. บุคคลได้สิ่งใด ยินดีด้วยสิ่งนั้น เพราะความโลภเกินประมาณ เป็นความลามก

     (๔๒/๕๖ สุวรรณหังสชาดก)

     ๒๑. มนุษย์ทั้งหลายผู้มีปัญญาเขลา ไม่เห็นอริยธรรม พูดกันแต่ว่า เงินของเรา ทองของเรา ดังนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวัน

     (๔๒/๑๐๖ ครหิตชาดก)

     ๒๒. โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่หาฆ่าผู้แสวงหาฝั่งไม่ คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้ เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่น เพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น

     (๓๘/๘๒ คาถาธรรมบท)

     ๒๓. กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้สันตบท พึงบำเพ็ญไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) กุลบุตรนั้น พึงเป็นผู้อาจหาญ เป็นผู้ตรง ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความประพฤติเบา มีอินทรีย์อันสงบแล้ว มีปัญญาเครื่องรักษาตน ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย และไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไรๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้

     (๓๗/๔๘๒ เมตตาสูตร)

    ๒๔. เธอละกามคุณห้ามีรูปเป็นที่รัก เป็นที่รื่นรมย์ใจ ออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว จงกระทำที่สุดทุกข์เถิด เธอจงคบกัลยาณมิตร จงเสพที่นอนที่นั่งอันสงัดเงียบ ปราศจากเสียงกึกก้อง จงรู้จักประมาณในโภชนะ เธออย่าได้กระทำความอยากในวัตถุเป็นที่เกิดตัณหาเหล่านี้ คือ จีวร บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง และปัจจัย

           เธออย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ จงมีสติไปแล้วในกาย จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย จงเว้นสุภนิมิต อันก่อให้เกิดความกำหนัด จงอบรมจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ให้ตั้งมั่นดีแล้วในอสุภภาวนา จงอบรมวิปัสนา จงละมานานุสัย แต่นั้นเธอจักเป็นผู้สงบ เพราะการละมานะเที่ยวไป

     (๓๙/๕๒๙-๕๓๐ ราหุลสูตร)

 

หมวดถัดไป  ๔.๘ หมวดมานะ

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ