|
๑๗. ดูกรโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่าเถิด จงถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนเสียแล้ว พึงเป็นผู้ข้ามพ้นมัจจุราชได้ด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชจึงจะไม่เห็น (๓๙/๗๔๓ โมฆราชปัญหา พระผู้มีพระภาคตรัสกับโมฆราชมาณพ) |
|
๑๘. ดูกรธรรมทินนะ ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พระสูตรเหล่าใดที่พระตถาคตตรัสแล้ว อันลึกซึ้ง มีเนื้อความอันลึกเป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยความว่าง เราจักเข้าถึงพระสูตรเหล่านั้นตลอดกาลอยู่เป็นนิตย์ (๓๐/๖๓๗ ธรรมทินนสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับอุบาสกชื่อว่าธรรมทินนะพร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ คน ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน) |
|
๑๙. ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็น จักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟัง จักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบ จักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้ง จักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งสักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในกาลใดท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ (๓๘/๑๐๙-๑๑๐ พาหิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับกุลบุตรชื่อพาหิยทารุจีริยะ) |
|
๒๐. ดูกรน้องหญิง เมื่อจักษุแลมีอยู่ พระอรหันต์ทั้งหลายจึงบัญญัติสุขและทุกข์ เมื่อจักษุไม่มี พระอรหันต์ทั้งหลายจึงไม่บัญญัติสุขและทุกข์ เมื่อใจมีอยู่ พระอรหันต์ทั้งหลายจึงบัญญัติสุขและทุกข์ เมื่อใจไม่มี พระอรหันต์ทั้งหลาย จึงไม่บัญญัติสุขและทุกข์ (๒๗/๒๐๑ เวรหัญจามีสูตร ท่านพระอุทายีกล่าวกับนางพราหมณีเวรหัญจานิโคตร) |
|
๒๑. สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นสุขดังนี้ (๑๕/๒๕๓ มหาสุทัสสนสูตร) |
หมวดถัดไป ๖.๔ หมวดไม่ยึดถือ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

