พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

      ๑. ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม

     (๑๔/๑๔๖ อัมพัฏฐสูตร)

     ๒. หมู่สัตว์นี้ประกอบแล้วด้วยมานะ มีมานะเป็นเครื่องร้อยรัด ยินดีแล้วในภพ ไม่กำหนดรู้มานะ ต้องเป็นผู้มาสู่ภพอีก

         ส่วนสัตว์เหล่าใดละมานะได้แล้ว น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นมานะ สัตว์เหล่านั้นครอบงำกิเลสเครื่องร้อยรัดคือมานะเสียได้ ก้าวล่วงได้แล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

     (๓๘/๒๙๖-๒๙๗ มานสูตร)

     ๓. ไม่ควรทำมานะในมารดา บิดา พี่ชาย และในอาจารย์เป็นที่ ๔  พึงมีความเคารพในบุคคลเหล่านั้น พึงยำเกรงบุคคลเหล่านั้น บูชาเหล่านั้นด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี

         บุคคลพึงทำลายมานะเสีย ไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้เย็นสนิท ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เพราะอนุสัยนั้น

     (๒๔/๒๖๐ มานัตถัทธสูตร)

     ๔. ท่านอย่าถามถึงชาติ จงถามแต่ธรรมสำหรับประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดแต่ไม้แล แม้ผู้เกิดในสกุลต่ำ เป็นมุนี มีปัญญา เป็นผู้เกียดกันอกุศลวิตกด้วยหิริ รู้เหตุการณ์ได้โดยฉับพลันก็มี

     (๓๙/๕๕๙-๕๖๐ สุนทริกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับสุนทริกภารทวาชพราหมณ์)

     ๕. ท่านอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึงความประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดจากไม้แล บุคคลแม้เกิดในตระกูลต่ำ เป็นมุนี มีความเพียร เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ห้ามโทษเสียด้วยหิริ ฝึกตนแล้วด้วยสัจจะ ประกอบด้วยการปราบปราม ถึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว ผู้ใดมียัญอันน้อมเข้าไปแล้ว บูชาพราหมณ์ผู้นั้น ผู้นั้นชื่อว่าย่อมบูชาพระทักขิเณยยบุคคลโดยกาล

     (๒๔/๓๓๘ สุนทริกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับสุนทริกภารทวาชพราหมณ์)

     ๖. เมื่อผู้อื่นยกตน ควรถ่อมตน เมื่อผู้อื่นตกต่ำ ควรยกตนขึ้น เมื่อผู้อื่นไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ควรประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อผู้อื่นยินดีในกามคุณ ไม่ควรยินดีในกามคุณ

     (๔๑/๓๘๙ ปิยัญชหเถรคาถา)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๗. ภิกษุเหล่าใด ล่อลวง กระด้าง ประจบ วางท่า มีมานะดุจไม้อ้อ และไม่ตั้งมั่น ภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่งอกงามในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว

         ส่วนภิกษุเหล่าใดไม่ล่อลวง ไม่ประจบ เป็นธีรชน ไม่กระด้าง ตั้งมั่นดีแล้ว ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมงอกงามในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว

     (๓๒/๔๔ กุหสูตร)

     ๘. บุคคลเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญว่าเสมอเขา ไม่สำคัญว่าดีกว่าเขา ไม่สำคัญว่าต่ำกว่าเขาในโลก กิเลสอันหนาทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น

     (๔๖/๓๙๔-๓๙๕ ปุราเภทสุตตนิเทส)

     ๙. พระขีณาสพทั้งหลาย ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบบุคคลที่ดีกว่า ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบบุคคลที่เลวกว่า ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบบุคคลที่เสมอกัน มีชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ประพฤติ เป็นผู้หลุดพ้นจากสังโยชน์

     (๓๔/๕๓๖ เขมสุมนสูตร)

     ๑๐. บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีจิตดีพ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว เป็นผู้เดียวเมื่ออยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้ว บุคคลนั้นพึงข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุราชได้

     (มานกามสูตร)

     ๑๑. ดูกรกัจจานะ เปรียบเหมือนเด็กอ่อนยังนอนหงาย จะพึงถูกเขาผูกไว้ด้วยเครื่องผูกที่ข้อเท้าทั้งสอง ที่ข้อมือทั้งสอง ที่คอหนึ่ง เป็นห้าแห่ง เครื่องผูกเหล่านั้น จะพึงหลุดไปเพราะเด็กนั้นถึงความเจริญ เพราะเด็กนั้นถึงความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เขาพึงรู้ว่าเป็นผู้พ้น และเครื่องผูกก็ไม่มี ฉันใด

           กัจจานะ บุรุษผู้รู้ความก็ฉันนั้นแล เป็นคนไม่โอ้อวด ไม่มีมายา เป็นคนซื่อตรง ขอจงมาเถิด เราจักสั่งสอน เราจักแสดงธรรม เมื่อปฏิบัติได้ตามคำที่เราสอนแล้วไม่นานนักก็จักรู้เอง จักเห็นเอง ได้ยินว่า การที่จะหลุดพ้นไปได้โดยชอบจากเครื่องผูก คือ เครื่องผูกคืออวิชชา ก็เป็นอย่างนั้น

     (๑๙/๔๒๘-๔๒๙ เวชณสสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับเวชณสปริพาชก)

 

หมวดถัดไป  ๔.๙ หมวดวิตก

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ